gallerybottom

ปริศนา กะโหลกแก้ว



ปริศนา กะโหลกแก้ว


ปริศนาจากชาวมายัน กุญแจที่จะไขทุกคำตอบในโลกของเรา กะโหลกแก้วคริสตัลลึกลับ 5 ใน 13 ทั้งหมดที่ถูกค้นพบ ถูกปลุกฟื้นตำนานเรื่องเล่า ความเป็นไปของมนุษย์จากอดีตกาลสู่ภพหน้า แหล่งบรรจุสรรพสิ่งดั่งคำทำนาย บัดนี้ยังคลุมเครือ ท่ามกลางความสงสัยเกี่ยวกับวิวัฒนาการ และเทคโนโลยีในอดีตไม่น่าเชื่อว่ากะโหลกแก้วจะสร้างขึ้นเองได้ หากเป็นความจริงอันชวนตะลึง! ดั่งคำสันนิษฐานจากกะโหลกแก้วที่ค้นพบข้อมูลในนั้นจะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อ ระหว่างคนอดีตสู่ คนยุคปัจจุบัน(ไปดูอินเดียน่าก็ได้มีเหมือนกัน)


ว่ากันว่ามีกะโหลกแก้วลึกลับ อันทรงพลังจากอารยธรรมมายา แห่งอดีตอยู่ 13 หัว 
หากใครได้ครอบครองมันทั้งหมด อาจจะสามารถเป็นผู้ครองโลก ได้ด้วยอำนาจอันมหัศจรรย์!!! 
ตำนานว่าด้วยปริศนาแห่งกะโหลกแก้ว เป็นเรื่องที่เล่าลือกันมานานแล้ว 
และเมื่อพิพิธภัณฑ์มนุษยชาติ แห่งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษได้มาหัวหนึ่งใน ปีพ.ศ. 2441 
หรือเมื่อ 110 ปีก่อน ก็ยิ่งทำให้คำเล่าลือโด่งดังขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครได้จ้องมอง
เข้าไปในดวงตาของกะโหลกแก้ว ก็มักอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่าง 
พลังที่พนักงานของพิพิธภัณฑ์ ไม่ยอมเข้าไปในห้องที่จัดแสดงกะโหลกนี้ในยามค่ำคืน 
หากไม่เอาผ้าดำปิดดวงตากลวงคู่นั้นไว้เสียก่อน 

ไม่มีใครรู้แน่ว่ากะโหลกแก้วปริศนา ที่มีขนาดเท่าๆ กับกะโหลกคนจริงๆ นี้มาจากไหน
พิพิธภัณฑ์ซื้อมันมาจาก ร้านขายเครื่องเพชรทิฟฟานี่แห่งนิวยอร์ก ซึ่งไม่ได้ระบุถึงที่มาอันชัดเจน
แต่เป็นที่เข้าใจว่ากะโหลกแก้วนี้ น่าจะเป็นโบราณวัตถุจากอารยธรรมแอซเท็ค 
ซึ่งนายทหารบางคน ได้มันมาเมื่อครั้งไปร่วมรบที่เม็กซิโก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 


 ในขณะที่ปริศนาของกะโหลกแก้ว แห่งพิพิธภัณฑ์นี้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ 
ก็มีการค้นพบกะโหลกแก้วอีกหัวหนึ่งใน พ.ศ. 2467 เมื่อแอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส บุตรีบุญธรรม
ของเฟ็ดเดอริค อัล-เบิร์ท มิทเชลล์-เฮดจ์ส นักผจญภัยและนักสำรวจชื่อดังได้พบมันเข้าโดยบังเอิญ 

ตอนนั้นเฟ็ดเดอริคและทีมงาน กำลังสำรวจเมืองโบราณ ลูบานทูม ในบริติชฮอนดูรัส
แล้วจู่ๆ แอนนาก็พบกะโหลกแก้วเข้าในวันเกิดครบรอบปีที่ 17 ของเธอ ทำให้คนขี้สงสัยบางราย
อดค่อนแคะไม่ได้ว่าที่จริง คุณพ่อผู้แสนดีอาจจะพบมาก่อนแล้ว แต่อยากให้ของขวัญวันเกิด
ที่สุดเซอร์ไพรส์แก่ลูกสาว ก็เลยแอบเอาไปวางไว้ให้แอนนาได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบ 

แต่ไม่ว่าการพบครั้งแรกจะเป็นอย่างไรก็ตาม กะโหลกแก้วที่เรียกขานกันต่อมาว่า
กะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ ก็เป็นหนึ่งในกะโหลกแก้วที่โด่งดังที่สุดในโลก ด้วยความเชื่อที่ว่า
มันเป็นมรดกตกทอดมาจากอดีตอันไกลโพ้น จากอารยธรรมขั้นสูงที่สูญสลายไปแล้ว
และหากมองดวงตาแก้วปริซึมนี้ ให้ดีจะเห็นภาพของอนาคตปรากฏขึ้น 

กะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ทำจากแก้วบริสุทธิ์ ผ่านการขัดเกลาอย่างสมบูรณ์ไม่มีที่ติ 
สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้างขึ้นมา ต้องใช้เวลากว่า 150 ปี จากรุ่นสู่รุ่น กว่าจะเกิดเป็นกะโหลกปริศนา
ที่มีการประมาณการอายุกันคร่าวๆ ว่าน่าจะเก่าแก่กว่า 3,600 ปี เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา 
ช่วยรักษาเยียวยาความเจ็บป่วย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นเครื่องมือ กำหนดความตายของผู้ที่
กระทำสิ่งไม่เหมาะสม ทำให้กะโหลกนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะโหลกมรณะ 

ปริศนาจากชาวมายัน หรือกุญแจที่จะไขปริศนา ทุกคำตอบในโลกของเรา กะโหลกแก้วคริสตัลลึกลับ
5 ใน 13 ชิ้น ที่ถูกค้นพบ ทั้งหมดถูกปลุกฟื้นตำนานเรื่องเล่า ความเป็นไปของมนุษย์จากอดีตกาลสู่ภพหน้า
แหล่งบรรจุสรรพสิ่งดั่งคำทำนาย ที่บัดนี้ยังคลุมเครือ ท่ามกลางความสงสัยเกี่ยวกับวิวัฒนาการ
และเทคโนโลยีในอดีต ที่ไม่น่าเชื่อว่ากะโหลกแก้วจะถูกสร้างขึ้นมาเองได้
หากเป็นความจริงอันชวนตกตะลึง! ดั่งคำสันนิษฐานจากกะโหลกแก้ว ที่ค้นพบข้อมูลในนั้น
จะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างคนจากอดีต สู่คนในยุคปัจจุบัน





ข้อมูลจาก  http://www.cmxseed.com

"โมอาย"ยักษ์แห่งเกาะอีสเตอร์


ยักษ์แห่งเกาะอีสเตอร์

พบภาพปล่องภูเขาไฟ คล้ายกับใบหน้า

รูปปั้นโมอายแห่งเกาะอีสเตอร์




พบภาพปล่องภูเขาไฟ  คล้ายกับใบหน้า รูปปั้นโมอายแห่งเกาะอีสเตอร์  สิ่งผิดปกติอื่นๆ  บนพื้นผวดวงจันทร์
โมอาย (Moai) คือ รูปปั้นหินซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด โมอายถูกพบมากกว่า 600 ตัว กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติลาปานุย ประเทศชิลี โมอายเกือบทั้งหมดที่พบนั้นถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียว แต่ก็มีบางตัวซึ่งมี Pukau ลักษณะคล้ายหมวกเป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ โมอายเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักมาจากเหมืองหินที่ราโน ราราคู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นที่ที่พบโมอายอยู่กว่า 400 ตัว อยู่ในกระบวนการแกะสลักซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์


เดินทางมาสัมผัสเกาะปริศนาที่ โดดเดี่ยว เวิ้งว้างกลางมหาสมุทร รูปสลักหินลึกลับขนาดมหึมากว่า 800 รูป เรียงรายเต็มฝั่งทั่วเกาะ 
ทั้งที่ไม่มีคนอยู่ รูปสลักนี้มาจากไหน ? สร้างขึ้นได้อย่างไร ? อาจเป็นชาวโพลีนีเชียนชนพื้นเมืองที่มาตั้งรกรากเมื่ อ ค.ศ. 400 เป็นผู้สร้างขึ้น 
แต่ทำไมถึงสร้าง และอยู่บริเวณนี้ได้อย่างไรยังคงเป็นปริศนาดำมืด ด้วยวิวัฒนาการความรู้ของคนในสมัยอดีต 

เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะยกหินที่หนักกว่า 75 ตันมาไว้ตามชายฝั่งได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงกระนั้นรูปปั้นเหล่านี้ก็ยังคงถูกทิ้งไว้เพื่อค้น หาคำตอบต่อไป

ความลี้ลับของ “เกาะอีสเตอร์” (Easter Island) ประเทศชิลี เป็นหัวข้อหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ และนักวิชาการทั้งหลายพยายามหาข้อพิสูจน์และถกเถียงกันมายาวนานนับร้อยปี 
เกี่ยวกับปริศนาเกาะอีสเตอร์ รวมถึงหินแกะสลักขนาดยักษ์ที่ตั้งเรียงราวอยู่ตามชายหาด และทั่วบริเวณเกาะ




โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโด่งดังของหินสลักขนาดยักษ์ “โมอาย” หรือ โมอาอิ (Moai) ที่มีความน่าอัศจรรย์ เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอก
ที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด และเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว 
อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลาย
ได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกของโลก ในปี 2538 นอกจากจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของโลกอันมีคุณค่าแก่การรักษาและอนุรักษ์แล้ว 
โมอายยังติดโผ 21 สถานที่ ว่าที่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่ได้ทำการคัดเลือกไปแล้วเมื่อปี 2007 ที่ผ่านมาอีกด้วย

เจ้าหินโมอายนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ที่แน่แท้คือ หินเหล่านี้มีอยู่บนเกาะอีสเตอร์ เกาะเล็กๆรูปสามเหลี่ยมพื้นที่ประมาณ 160 ตารางกิโลเมตร 
ท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากทวีปอเมริกาใต้ประมาณ 3,747 กิโลเมตร นักภูมิศาสตร์เชื่อว่า เกาะนี้ถือกำเนิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ 
ใต้มหาสมุทรเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว

โมอายหันหน้าเข้าหาฝั่งเสมอทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเกาะ ที่ Anakena Beach, โมอาย ที่ Ahu Naunau 7 ตัว 4ใน7 ตัวนี้มี Pukao บนหัว
นักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานไปในทิศทางเดียวกันว่า มนุษย์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะแห่งนี้ครั้งแรกคือชาว “โพลีนีเซียน” (Polynesia) 
เมื่อคนเหล่านี้เดินทางมาถึงเกาะก็ได้บุกเบิกสร้างเมืองทันที โดยเอาสัตว์เลี้ยง และต้นไม้มา
ปลูกบนเกาะ


และในปี ค.ศ.380 ได้เริ่มมีรูปสลักคนนั่งคุกเข่า ซึ่งสลักจากหินบะซอลต์หรือกากแร่ภูเขาไฟ ต่อมาในยุค ค.ศ.1100 ได้มีรูปสลัก “โมอาย” (Moai) 
ซึ่งสลักจากหินภูเขาไฟ “ราโน รารากู” (Rano Raraku) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ ลักษณะเป็นครึ่งตัว ลำตัวส่วนบนเหมือนผู้ชาย หน้าตาคล้ายกันหมด
คิ้วโหนกออกมาจนเป็นสัน ดวงตาใช้วัสดุอื่นฝั่งลงไปในเนื้อหิน ช่วงปลายจมูกเชิดขึ้นเล็กน้อยรับกับปากที่แบะและยื่น มีคางเป็นเหลี่ยม ติ่งหูยาว มีแขนที่แนบชิดติดลำตัว 
สูงประมาณ 6-30 ฟุต หนักประมาณ 50 ตัน ตั้งอยู่บนฐานหินที่เรียกว่า “อาฮู” (Ahu)

ต่อมาก็มีการสร้างรูปสลักลักษณะแบบเดียวกันแต่สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และได้มีการเติมส่วนจุกสีแดง หรือที่เรียกว่า “พูคาโอ” (Pukao) บนศีรษะ โดยเชื่อกันว่ารูปสลักเหล่านี้
เป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้า หรือหัวหน้าเผ่าผู้ล่วงลับไปแล้ว จนในปี ค.ศ.1680 ได้เกิดสงครามขึ้นระหว่างสองชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนเกาะทำให้ป่าไม้เริ่มหมด อาหารการกินร่อยหรอ
เป็นปัจจัยที่ทำให้อาณาจักรนี้ล่มสลาย โมอายที่ Ahu Tongariki มี 15 ตัวด้วยกัน

นอกจากนี้ บนเกาะอีสเตอร์ยังมีตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับ “มนุษย์ปักษี” (Birdman) โดยตัวแทนของแต่ละเผ่าจะต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งสิทธิ์ในการใช้ทรัพยากร โดยวิ่งลงหน้าผาสูงชันแล้วว่ายน้ำข้ามไปยังเกาะโมโตนุย (Moto Nui) เพื่อหาไข่แล้วนำไข่ว่ายน้ำกลับมาให้ผู้นำของเผ่านั้นได้ก็ถือว่าชนะ ซึ่งผู้นำเผ่าของผู้ชนะนอกจากจะได้รับการยกย่องให้เป็นมนุษย์ปักษีประจำปีนั้นๆแล้ว ยังได้สิทธิ์การปกครองและการใช้ทรัพยากรอีกด้วย แต่นั้นก็เป็นเพียงตำนานหนึ่งที่เล่าสืบต่อกันมาถึงการล่มสลายของเกาะซึ่งในปัจจุบันก็ยังหาข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนไม่ได้
ชื่อของเกาะนี้ก็เช่นกัน นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเดิมเกาะอีสเตอร์มีชื่อพื้นเมืองว่า “Te Pito O Te Henua” มีความหมายคือ “Navel of The World” หรือ “สะดือของโลก” กระทั่งปี ค.ศ. 1722 ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ นักเดินเรือชาวดัตช์ซึ่งถือเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกได้เดินทางมาพบเกาะเล็กๆที่มากด้วยรูปสลักหินขนาดยักษ์เรียงรายอยู่ตามชายหาดหันหน้าเข้าหาฝั่ง จึงตั้งชื่อเกาะว่า “Easter Inland”






จากนั้นในปี ค.ศ.1770 นักเดินเรือชาวสเปนได้ค้นพบเกาะแห่งนี้อีกครั้ง และพบว่ามีประชากรอยู่นับพันคน อีกไม่กี่ปีต่อมา กัปตัน James Cook ก็ได้มาพบเกาะอีสเตอร์ 
แต่ขณะนั้นประชากรบนเกาะเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน ซึ่งคาดว่าเหตุที่ประชากรลดลงอย่างรวดเร็วน่าจะมาจากการที่ประชากรแย่งกันใช้ทรัพยากรจนหมดไปนั้นเอง

เวลาผ่านไปจนถึงปี ค.ศ.1862 รัฐบาลเปรูได้กวาดต้อนชาวพื้นเมืองไปเป็นทาสบนแผ่นดินใหญ่ และเมื่อทาสบางส่วนถูกปล่อยตัวกลับเกาะ ก็ได้นำเชื้อไข้ทรพิษกลับไปด้วย 
ทำให้ประชากรชาวเกาะทีมีอยู่น้อยยิ่งลดจำนวนลงอย่างมาก บวกกับที่ชาวพื้นเมืองไม่ได้บันทึกเรื่องราวอะไรไว้ ทำให้อารยธรรม ความเป็นอยู่ของชาวพื้นเมืองบนเกาะอีสเตอร์
เลือนหายไปพร้อมๆกับผู้คนและกาลเวลา 

จนในศตวรรษ ที่ 19 ประเทศชิลี (Chile) ก็ได้ผนวกเกาะอีสเตอร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในปี ค.ศ.1888 และในเวลาต่อมาได้มีการสร้างสนามบินขึ้นบกเกาะแห่งนี้ 
เกาะอีสเตอร์ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของโลกนับแต่นั้นมา


ปัจจุบันบนเกาะอีสเตอร์แห่งนี้มีภูเขาไฟที่ดับแล้วอยู่ 3 ลูกได้แก่ ภูเขาไฟราโน รารากู (Rano Raraku), ภูเขาไฟราโน กาโอ (Rano Kao) และ ภูเขาไฟราโน อาโรย (Rana Aroi) 
สำหรับภูเขาไฟราโน กาโอ ตั้งอยู่ตรงปลายเกาะ หากจะขึ้นไปชมด้านบนต้องเดินขึ้นเนินเลียบทะเลขึ้นไปที่ปากปล่อง ด้านบนสามารถชมวิวอันสวยงามของเกาะได้ ส่วนภูเขาไฟราโน รารากู 
ด้านบนปากปล่องภูเขาไฟเป็นทะเลสาบที่สวยงาม และมองเห็นวิวทิศทัศน์ได้กว้างไกล ว่ากันว่าแหล่งกำเนิดของโมอายอยู่ที่ภูเขาไฟแห่งนี้นี่เอง 

นอกจากโมอายแล้ว เกาะอีสเตอร์แห่งนี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย เช่น หมู่บ้าน Hanga Roa, หมู่บ้าน Orongo, แหลม Poike, สุสาน Ahu Vinapu 
และชายหาด Anakena ที่สวยงาม เป็นต้น

จากความลี้ลับ อดีตที่ไม่แน่ชัดและปริศนามากมายที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ของเกาะอีสเตอร์ ทำให้เกาะแห่งนี้กลายมาเป็นแหล่งศึกษาทางอารยธรรมของมนุษย์อีกแหล่งหนึ่ง
ซึ่งในวันนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบ และยังคงเป็นปริศนาที่ทิ้งไว้ให้ผู้คนทั่วโลกเดินทางมาค้นหาคำตอบกันต่อไป 



บทความจาก  www.cmxseed.com

ประเพณีพื้นบ้านอิสาน

ประเพณี ที่ไม่ควรลืม (หรืองานบุญอิสาน)

       สำหรับบทนี้ ผมก็จะเอา เรื่งราวและภาพ เกี่ยวกับประเพณี พื้นบ้าน ทางภาคอิสานมาฝากกันครับ เผื่อว่าใครจะยังไม่รู้จัก หรือว่าลืมกันไปแล้ว...

       ก็แน่ล่ะครับ ในยุคแบบนี้ ที่คนเรารุ่นใหม่ๆ ยากจะเข้าใจ ในหลักธรรมอันเก่าแก่ ที่สืบทอดกันมาช้านาน ลานวัดที่เคยมีผู้คนนั้นเดินเพ่นพล่าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หนุ่มๆสาวๆต่างก็พากันเข้าวัดเข้าวา มาทำบุญทำทาน ฟังเทศฟังธรรม ในยุคก่อนๆ... แต่กลับต่างกันในยุคนี้ ที่คนเราจะนิยมวัตถุมากกว่านิยมวัดวาอาราม จนทำให้หลายวัดนั้นขาดการดูแล จนต้องกลายเป็นวัดร้างไป และส่งผลกระทบไปถึงประเพณีงานบุญต่างๆ ที่นับวันนั้นเริ่มจะไม่ค่อยจะมีให้เห็นในปัจจุบันนอกเสียจากคนเฒ่าคนแก่ ที่ยังพอจะมีให้เห็นอยู่บ้าง .......





เขียนโดย. thaimashare.blogspot.com

คดีพิศวง ร่างกายระเบิดจากภายใน

คดีพิศวง


หนุ่มใหญ่มะกันดับปริศนา ร่างกายระเบิดจากภายใน


ซีบีเอสนิวส์ - คดีปริศนา ชายคนหนึ่งเสียชีวิต หลังร่างกายระเบิดจากข้างในจนไฟลุกท่วม จากการตรวจสอบพบว่าศพถูกเผาผลาญยับเยินจากภายใน ขณะที่ตำรวจมลรัฐโอคลาโฮมา
ยอมรับไม่เคยเจอคดีแบบนี้มาก่อนและจนถึงตอนนี้ทีมสืบสวนก็ยังมืดแปดด้าน
      
       เจ้าหน้าที่ของมลรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งกำลังสืบสวนคดีนี้ ได้ผลสรุปขั้นต้นที่น่าขนลุก โดยสันนิษฐานว่าหนุ่มใหญ่วัย 65 ปี เสียชีวิตหลังจากจู่ๆร่างกายก็ระเบิดแล้วลุกติดไฟ
      
       สมาชิกของครอบครัวพบศพนายแดนนี แวนซานด์ท วัย 65 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพักเมื่อวันจันทร์(26) ขณะที่นายอำเภอ รอน ล็อคฮาร์ท เผยว่า "ศพผู้เสียชีวิตถูกไฟเผาผลาญมอดไหม้จากภายใน"




นายอำเภอรายนี้เชื่อว่าเหตุเสียชีวิตของนาย แวนซานด์ท น่าจะมีต้นตอจากปรากฎการณ์ไฟลุกทั่วตัว(spontaneous human combustion)
      
       โดย spontaneous human combustion ใช้เรียกเหตุการณ์ที่ร่างกายมนุษย์เกิดการลุกไหม้ ขึ้นเองโดยปราศจากแหล่งความร้อนภายนอก
ซึ่งตลาดระยะเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ลักษณะนี้ทั่วโลกแค่ราวๆ 200 ครั้งเท่านั้น
      
       ล็อคฮาร์ท เผยต่อว่าไฟไม่ได้ก่อความเสียหายแก่บ้านพักและไม่พบร่องรอยการดิ้นทุรนทุรายของผู้ตาย
"ไม่พบความเสียหายต่อเฟอร์นิเจอร์หรือข้างของอื่นๆจากไฟไหม้"
      
       เวลานี้ทีมสืบสวนส่งศพไปชันสูตรที่เมืองทูลซา และอยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบ
อย่างไรก็ตามทาง ล็อคฮาร์ท ปักเชื่อว่าคดีนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ไฟลุกทั่วตัว
"ถ้าคุณอ่านปรากฏการณ์ไฟลุกทั่วตัว ทุกอย่างที่เรามีมันบ่งชี้ไปทางนั้น"
      
       ทั้งนี้ด้วยที่นายแวนซานด์ท เป็นคนติดเหล้าและสูบบุหรี่จัด ผู้สื่อข่าวจึงตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ที่ว่าผู้เสียชีวิตอาจเผลอทำบุหรี่ตกใส่แอลกอฮอล์จนไฟลุกท่วมตัว
แต่นายอำเภอบอกปัดข้อสันนิษฐานนี้โดยชี้ว่า "ร่องรอยจากบุหรี่ลุกไหม้ไม่ได้เป็นแบบนี้" 


ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/03/see-more-at-httpallmysteryworldforumfix.html#ixzz2NsUdv7iD

แสงปริศนา ประเทศเยอรมัน

แสงปริศนาทำให้รถที่ประเทศเยอรมันเกิดอุบัติเหตุ 












ขอบคุณข้อมูลจาก  http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/03/blog-post_211.html#.UUa4Q2-QbAw

ปริศนาทฤษฎีโลกกลวง อาณาจักรลับแลใต้พิภพ

ปริศนาทฤษฎีโลกกลวง อาณาจักรลับแลใต้พิภพ   




หากย้อนเวลานั่งไทม์แมชชีนกลับไป ในช่วงเวลาประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล เราคงได้เห็นการใช้ชีวิต ที่อยู่ภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่าโลกของเราแบน หากเดินทางไปจนสุดขอบโลก มนุษย์จะต้องตกลงไป ดังเรือเดินสมุทรมากมายที่เมื่อเดินทางออกไปในระยะทางไกลที่ต้องหลับหายไปจาก ขอบฟ้า ซึ่งแนวคิดนี้ได้สืบทอดมาอย่างยาวนานด้วยหลากหลายเงื่อนไข 

จนกระทั่งมีนักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจที่กบฏต่อความคิดของคนส่วนใหญ่ในขณะนั้น ต่าง ได้พยายามพิสูจน์ว่าโลกหาไม่ได้แบนเป็นแผ่น ขนมเปี๊ยะ แต่มีรูปร่างกลมและสามารถเดินทางเวียนรอบโลกได้หากเก่งกล้าพอ และคนที่กล้าพอ ก็เกิดขึ้น จากหนึ่งคนเป็นสอง จนสุดท้ายคนทั้งโลกก็ต้องยอมรับว่าโลกของเรา “กลม” 
แต่หากผมจะบอกว่า โลกของเรามิได้กลมเป็นลูกมะนาว แต่โลกของเรานั้นเหมือนลูกมะพร้าวที่ข้างในมีช่องว่างซึ่งสิ่งมีชีวิตสามารถเข้าไปอยู่ได้ คุณจะเชื่อหรือไม่...ถึงคุณจะไม่เชื่อ แต่ว่าแนวคิดนี้มีอยู่จริง...


ใครบอกว่าโลกแบน ใครบอกว่าโลกตัน
“Our Earth is hollow” พูดเป็นภาษาฝรั่งแบบน้ำเสียงตกใจได้ว่า โลกของเรานี่หรือมันกลวง ความเชื่อ นี้ไม่ใช่เป็นเพียงนิทานปรัมปรา เรื่องเล่า หรือเรื่องเพ้อฝัน เพราะความเชื่อเรื่อง โลกกลวง หรือ Earth hollow หรือSubterranean World คือแนวคิดที่เป็นทฤษฎีมานานหลายศตวรรษแล้ว โดยแผ่ความเชื่อและความลึกลับไปในหลายภูมิภาค ไม่เว้นความเชื่อในประเทศไทยเองก็เคยมีเรื่องราวของมนุษย์ลึกลับที่อยู่ในถ้ำใต้ดินหรือดินแดนลับแลต่าง ๆ
ความเชื่อว่าโลกกลวงนั้นคือ ความเชื่อของกลุ่มคนที่เชื่อว่าลึกลงไปใต้เปลือกโลกจะมีโพรง หรือช่องขนาดใหญ่ซึ่งมีดินแดนที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ โดยบ้างเชื่อว่าเป็นโลกซ้อนโลกและมีดวงอาทิตย์อยู่ภายใน
โดยความเชื่อที่ถือกันว่ามีการเผยแพร่ความเชื่อ และทฤษฎีในทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกคือในปี 1692 โดยนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงด้านดาราศาสตร์ชื่อว่า เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ (Edmund Halley)





ฮัลเลย์กับทฤษฎีโลกกลวง
ฮัลเลย์ เป็นคนแรกที่เชื่ออย่างปักใจว่า โลกของเรานั้นลึกลับกว่าที่มองเห็น เขาอธิบายทฤษฎีที่ลึกลับนี้ ว่า โลกกลวง โดยอธิบายไว้ว่าโลกมีโพรงหรือพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ภายใน อัลเลย์ได้สรุปแล้วแบ่งทฤษฎีสัณฐานของโลกเป็น 4 ชั้น ซึ่งเชื่อว่าสัณฐานของโลกมีเปลือกโลกกั้นด้วยชั้นแรกหนา 800 กิโลเมตรไมล์ หลังจากชั้นนี้ก็จะเป็นพื้นที่โล่งกลวงและชั้นต่าง ๆ แนวความคิดนี้เริ่มจากความสงสัยในขั้วแม่เหล็กโลก จึงเชื่อว่าภายใต้โพรงยักษ์นั้นประกอบด้วยขั้วแม่เหล็กหลายขั้วด้วยกัน เสมือนมีโลกอีกใบซ้อนอยู่ซึ่งหมุนด้วยความเร็วที่ต่างกัน
หลักการที่เป็นแบบแผนอันน่าประหลาดในแบบของฮัลเลย์ ถูกสร้างขึ้นมาด้วยการคาดเดาของเขา โดยเชื่อว่ากลุ่มก๊าซที่พุ่งในปรากฏการณ์ Aurora Borealis หรือ แสงเหนือแสงใต้ ที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ คือสิ่งที่เกิดมาจากโลกซ้อนโลกที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นพิภพนั่นเอง

พระอาทิตย์มีสองดวง
ดา แคมป์ และ เลย์ สองนักสำรวจที่มีบทบาทมากกลุ่มแรกที่เสนอทฤษฎีโลกกลวง โดยพวกเขาได้เสนอต่อเซอร์ จอห์น เลสซี นักคณิตศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ว่าโครงสร้างของโลกกลวงนั้นภายในจะมีดวงอาทิตย์ 2 ดวง มีชื่อว่า พลูโตและโปรเซ็ปไพน์ ซึ่งการเสนอในครั้งนี้ทำให้ จอห์น เลสซี ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อในทฤษฎีโลกกลวงคนแรก ๆ ในช่วงศตวรรษที่ 18 
ปี 1818 จอห์น เคลเวส ซิมเมส จูเนียร์ (Cleves Symmes Jr.) เชื่อว่าโลกกลวงจะอยู่ภายใต้พื้นดินที่ความลึก 1,300 กิโลเมตร โดยมีช่องทางเขากว้างถึง 2,300 กิโลเมตร ที่บริเวณขั้วโลกทั้ง 2 ด้าน และโลกกลวงมีสัณฐาน 4 ชั้น เช่นเดียวกับที่ฮัลเลย์เคยเสนอ ซึ่งนับเป็นบุคคลที่เสนอความเชื่อในทฤษฎีโลกกลวงที่มีชื่อเสียงมากในช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 18 นี้ เพราะนอกจากเสนอข้อสันนิษฐานแล้วเขายังเป็นแรกกระตุ้นให้เกิดการสำรวจช่องทางเข้า แต่ทว่าโครงการนี้ก็ถูกระงับไปโดยแอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น และซิมเมสก็เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้เดินทางสำรวจข้อสันนิษฐานของตนเอง
ภายหลังที่ ซิมเมส ได้เสียชีวิตลง ทฤษฎีของเขาก็ไม่ได้สูญสิ้นไปด้วย เพราะมีนักเขียนได้นำมารวบรวมเป็นทฤษฎีที่ชื่อว่า Symmes' Theory ซึ่งเป็นข้อเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักสำรวจรุ่นหลังมากมาย

การเดินทางสู่โลกซ้อนโลก
หลังจากที่ยังไม่มีใครสามารถสำรวจไปถึงขั้วโลกเพื่อหาประตูสู่โลกภายในได้ เจเรไมห์ เรย์นอด์ส (Jeremiah Reynolds) ซึ่งเป็นนักข่าวผู้ติดตามความเชื่อเกี่ยวกับโลกกลวงมา ได้เขียนบทความและข้อเขียนถึงความเป็นไปได้ของทฤษฎีนี้ และด้วยความช่วยเหลือ จากรัฐบาลสหรัฐฯ เขาได้เปิดศักราชการค้นหาประตูสู่โลกกลวง โดยเดินทางสู่แอนตาร์กติกาในปี 1838 แต่ การเดินทางครั้งนี้ก็ล้มเหลวเช่นเคย เพราะทีมสำรวจไม่พบจุดที่เป็นช่องทางหรือประตูแต่อย่างใด 
ปี 1846 มีการค้นพบบางสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าโลกกลวงมีอยู่จริง โดยมีการค้นพบซากฟอสซิลช้างแมมอธ ที่มีความสมบูรณ์มากถูกแช่แข็งบริเวณไซบีเรีย โดย มาร์แชลล์ การ์ดเนอร์ (Marshall Gardner) ผู้ค้นพบซากแมมมอธเห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่า ภายในโลกมีพระอาทิตย์อีกดวง และเชื่อว่าช้างที่เขาค้นพบไม่ได้มาจากอดีตหรือยุคโบราณแต่อย่างใด เพราะความสมบูรณ์นี้จึงทำให้เชื่อว่ามันตายไปเมื่อไม่นานนี่เอง และเขายังเชื่ออีกว่า สัตว์ต่าง ๆ ที่ว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากอดีตมันซ่อนตัวอยู่ในโลกกลวงนี้

ภายใต้พื้นพิภพมีผู้คนอาศัยอยู่ 
มีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจและมีการกล่าวถึงอย่างมากคือ ทฤษฎีของดอกเตอร์ไซรัส รีด ทีด (Dr.Cyrus Read Teed) ทฤษฎีนี้เกิดจากคาดการณ์และสันนิษฐาน ที่เชื่อว่าภายในโลกอันกลวงนี้มีช่องว่างที่อำนวยต่อ การอาศัย มีคนอาศัยอยู่ และมีพระอาทิตย์ที่มีลักษณะแสงสว่างครึ่งลูก โดยโคจรหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน กับชั้นบรรยากาศที่ถูกปิดทับโดยพื้นผิวโลกทำให้มันถูกซุกซ่อนจากผู้คนบนโลกได้ ที่น่าทึ่งกว่านั้นแบบจำลองสัณฐานของเขาที่เขียนขึ้น ไม่มีใครสามารถคิดค้นหาแนวคิดมาหักล้างหรือพิสูจน์ได้ว่ามันไม่จริง 
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการกล่าวถึงอาวุธโดยนักเขียนชื่อว่า อีเนส ซูนเดล (Ernst Zundel) และการทำสงครามของลิตเลอร์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ โลกซ้อน โดยกล่าวว่าฝ่ายนาซีมีการใช้อาวุธและยานพาหนะลึกลับที่เชื่อกันว่าเชื่อมโยงกับยูเอฟโอ ซึ่งในช่วงสุดท้ายก่อนนาซีพ่ายแพ้ได้ถอยร่นมาจนถึง อาร์เจนตินา แล้วหลบหนีเพื่อตั้งฐานลับที่ใต้พื้นพิภพ โดยมีช่องทางที่ขั้วโลกใต้ 


ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/08/1.html#ixzz2Ns2Frlzt 

 

ตำนาน พญานาค

ตำนาน พญานาค 

บทนี้ ผมจะมานำเสนอ เรื่องราวตำนาน ของ พญานาค กันครับ




ตำนาน พญานาค

นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล
นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า
ตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู
เป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน
ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม



ความเชื่อเกี่ยวพันกับชีวิต น้ำ ธรรมชาติ

จะได้ยินอยู่เสมอว่า ปีนี้นาคให้น้ำเท่าไร กี่ตัว ฝนฟ้าดี หรือไม่ดี นาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิต ทั้งปวง พญานาค ที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำ ตามคติฮินดู พญาอนันตนาคราช แท่นบรรทมของพระนารายณ์ ที่นับถือเป็นเทพเจ้า พญานาค เปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาล นาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตกก็ได้ ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้ พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่างๆ อันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย
ตามความเชื่อของชาวพุทธ เทวดาแห่งน้ำ คือ วรุณและสาคร ที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราช นอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้ว นาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วย คนโบราณเชื่อว่า สายรุ้ง กับ นาค เป็นอันเดียวกัน ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลกขึ้นไปข้างบน เมื่อถึงจุดที่สูงสุดก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง
ในตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช
ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่ปราสาทพนมรุ้ง จะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้าน รอบปราสาทและมี พญานาค อยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณ นาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่น การสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมี พญานาค ซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้างกลางน้ำ เพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริงๆ เพียงแต่มีสัญลักษณ์ พญานาค ไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
แม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์




จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาค

ในเขตอำเภอสังคม บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสังคม , อ่างปลาบึก บ้านผาตั้ง อำเภอสังคม
ในเขตอำเภอศรีเชียงใหม่ วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท
ในเขตอำเภอเมือง บ้านหินโงม ตำบลหินโงม อำเภอเมือง , หน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ตำลบบ้านเดื่อ อำเภอ เมือง หนองคาย
ในเขตอำเภอโพนพิสัย ปากห้วยหลวง ตำบลห้วยหลวง อำเภอโพนพิสัย , ในเขตเทศบาลตำบลจุมพล หน้าวัดไทย วัดจุมพล วัดจอมนาง ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย, หนองสรวง อำเภอโพนพิสัย , เวินพระสุก ท่าทรายรวมโชค ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย , บ้านหนองกุ้ง ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย
ในเขตกิ่งอำเภอรัตนวาปี ปากห้วยเป บ้านน้ำเป ตำบลน้ำเป กิ่งอำเภอรัตนวาปีบ้านท่าม่วง ,วัดเปงจาเหนือ กิ่งอำเภอรัตนวาปี
ในเขตอำเภอปากคาด บ้านปากคาดมวลชล ห้วยคาด อำเภอปากคาด
ในเขตอำเภอบึงกาฬ วัดอาฮง ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ

ที่อื่นๆ นอกจาก 14 แห่งนี้ที่อื่นก็อาจจะมีขึ้นบ้าง นอกจากในลำน้ำน้ำโขงแล้วตามห้วย หนองคลองบึง สระน้ำ กลางทุ่งนาที่มีน้ำขัง แม้แต่บ่อบาดาลที่ชาวบ้านขุดเพื่อเอาน้ำมาใช้ ในเขตจังหวัดหนองคาย ก็มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นที่น่าอัศจรรย์
ปี 2542 เกิดมากที่สุด ที่ชายตลิ่ง หน้าสถานี ตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ห่างจาก อ.เมือง หนองคาย เพียง 15กม

พญานาคกับตำนานปรัมปราของไทย


เหตุที่พระสุกจมน้ำ ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย
มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่า เหล่าพญานาค นั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพ และศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้าง ประเทศลาว ความทราบถึงเหล่าพญานาค ที่อยู่เมืองบาดาล จึงได้แปลงกายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเจาะจงขอเอาพระสุก เพื่อไปไหว้สักการะบูชา ที่เมืองบาดาล ปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมาก พญานาค จะไม่ทำร้ายใคร ส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือ พญานาค ชั้นเลว ประพฤติตนเกเร จึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำ เดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขง ที่ที่เป็นที่อยู่ของเหล่า พญานาค ในเมืองบาดาล เวินสุกอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสองสี



เมืองพญานาค หรือเมืองบาดาล

ในเมื่อมีเมืองมนุษย์ หรือโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ หรือเมืองสวรรค์ ก็ต้องมีเมืองบาดาล (เมืองพญานาค) สองเมืองนอกจากเมืองมนุษย์แล้วหลายคนก็คงต้องอยากไปเห็นแน่ วิสัยของมนุษย์ชอบในสิ่งที่ท้าทาย ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากพบ อยากเห็นเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดิน 16 กิโลเมตร (ตามความเชื่อ) มีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

พระพุทธเจ้าเสด็จเทวโลก


ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน 500 รูป เพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาค ที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มี นันโทปนันทนาคราช เป็นประธานใหญ่ เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมาก จึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง 7 รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้ และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จนพระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต
ดังนั้นพระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัว พันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราช เอาไว้ด้วยขดถึง 14 รอบ นาคราชทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกัน ไฟของนันโทปะนันทะนาคราชสู่ไม่ไหว จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใคร" ตอบว่า "เราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของตถาคต" นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่า ท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่า นันโทปะนันทะนาคราช เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียว สามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่างๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหว และนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะ จึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่โดยดี




ใต้เมืองโพนพิสัย

ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัย คือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอโพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักน้ำเพื่อไปดื่ม โดยมีกระป๋องน้ำ(หาบครุ)ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ(น้ำริน)เมื่อลงมาแล้วได้หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ (หาบครุ) พ่อ แม่ ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช
จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตาย ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้า สุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลังจากที่ตั้งสติได้ และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ(หาบครุ) ปรากฏว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหา ตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา
เมื่อลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศีรษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฏว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนสีขุ่นๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือน ที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิม ก็เป็นการเดินมาเรื่อยๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้"
จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)

พญานาคกับสัญลักษณ์ของวิชาแพทย์


พญานาค หมายถึง วิชาแพทย์ ที่พระวิศวามิตร์เล่าไว้ในบ่อเกิดรามเกียรติ์ว่า เทวดาและอสูรต้องการเป็นอมตะ จึงทำพิธีกวนเกษียรสมุทร โดยใช้เขามนทรคีรีเป็นไม้กวน นำพญาวาสุกรี (พญานาค) เป็นเชือก เป็นผลให้เกิดประถมแพทย์ “ ธันวันตะรี ” ผู้ชำนาญในอายุรเวท






ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก    http://variety.teenee.com

ความเห็นล่าสุด

Your left Slidebar content. -->